Stroke เกิดขึ้นในที่ทำงานควรทำอย่างไร? 5 สิ่งที่ต้องทำในนาทีแรกเมื่อสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง
Stroke หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว อาการอาจเกิดขึ้นกะทันหันระหว่างปฏิบัติงานในโรงงาน สำนักงาน ไซต์งาน ห้องควบคุม หรือพื้นที่พักของพนักงาน เช่น ใบหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เดินเซ หรือมีความผิดปกติด้านการมองเห็น
สำหรับคนในที่ทำงาน สิ่งสำคัญไม่ใช่การวินิจฉัยว่าเป็น Stroke ให้ได้ แต่คือ การสังเกตอาการให้เร็ว เรียกความช่วยเหลือทันที จับเวลา และดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยระหว่างรอทีมฉุกเฉิน เพราะการรักษา Stroke มีความไวต่อเวลา
Stroke คืออะไร และทำไมจึงเป็นเหตุฉุกเฉินในที่ทำงาน?
Stroke เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดในสมอง โดยอาจเกิดจาก หลอดเลือดอุดตัน หรือ หลอดเลือดแตก ทำให้สมองบางส่วนได้รับเลือดและออกซิเจนผิดปกติหรือเกิดเลือดออก
อาการจึงมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และอาจส่งผลต่อการพูด การเคลื่อนไหว การทรงตัว การมองเห็น หรือการรับรู้
ในสถานประกอบการ เหตุ Stroke จึงควรถูกมองเป็น เหตุฉุกเฉินด้านความปลอดภัยและสุขภาพ เพราะผู้ที่พบเหตุคนแรกมักเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือผู้ที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยที่สุด
จะรู้ได้อย่างไรว่าคนในที่ทำงานอาจกำลังเป็น Stroke?
หลักที่ช่วยจำอาการได้ง่ายคือ B.E. F.A.S.T.
B – Balance
มีอาการเสียการทรงตัว เดินเซ หรือเวียนศีรษะอย่างฉับพลัน
E – Eyes
มีความผิดปกติด้านการมองเห็น เช่น เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด หรือสูญเสียการมองเห็น
F – Face
ข้างหนึ่งของใบหน้าตกหรือเบี้ยว ลองให้ยิ้มแล้วสังเกตความไม่สมมาตร
A – Arm
แขนข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชา เมื่อลองยกแขนทั้งสองข้างอาจมีข้างหนึ่งตกลง
S – Speech
พูดไม่ชัด พูดไม่ออก พูดไม่รู้เรื่อง หรือเข้าใจคำพูดได้ยาก
T – Time
เมื่อพบอาการที่สงสัย ต้องรีบเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
ไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อ หากพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันและสงสัยว่าอาจเป็น Stroke ควรเข้าสู่กระบวนการฉุกเฉินทันที
Stroke เกิดขึ้นในที่ทำงานควรทำอย่างไร? 5 สิ่งที่ต้องทำในนาทีแรก
1. หยุดกิจกรรมและสังเกตอาการทันที
เมื่อพบเพื่อนร่วมงานมีอาการผิดปกติแบบฉับพลัน ให้หยุดกิจกรรมที่กำลังทำและดูว่าเข้าข่ายสัญญาณ Stroke หรือไม่
อาจให้ผู้ป่วย ยิ้ม ยกแขนทั้งสองข้าง และพูดประโยคง่าย ๆ เพื่อช่วยสังเกตใบหน้า แขน และการพูด แต่ไม่ควรใช้การทดสอบนี้แทนการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์
หัวใจสำคัญคืออย่าเสียเวลาเพื่อพิสูจน์ให้แน่ใจว่าเป็น Stroke หรือไม่ ก่อนเรียกความช่วยเหลือ
2. โทร 1669 ทันทีเมื่อสงสัย Stroke
ในประเทศไทย ระบบการแพทย์ฉุกเฉินสามารถแจ้งเหตุผ่านหมายเลข 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ขณะโทร ควรแจ้งข้อมูลให้ชัดเจนว่า
“สงสัย Stroke” + อาการที่พบ + สถานที่เกิดเหตุ + เวลาเริ่มมีอาการ
สำหรับโรงงานหรือสถานประกอบการ ควรระบุจุดเกิดเหตุให้ละเอียด เช่น อาคาร ชั้น ไลน์ผลิต ทางเข้า หรือจุดนัดพบ เพื่อช่วยให้ทีมฉุกเฉินเข้าถึงผู้ป่วยได้ง่ายขึ้น
3. จับเวลาให้ชัดว่าอาการเริ่มเมื่อไร
เมื่อพบผู้ป่วย Stroke อย่ามองข้ามเรื่อง เวลา
ให้จดจำหรือบันทึกว่าอาการเริ่มขึ้นเมื่อใด หากไม่ทราบเวลาที่เริ่มมีอาการ ให้พยายามระบุว่า ผู้ป่วยอยู่ในสภาพปกติครั้งสุดท้ายเมื่อใด
ข้อมูลนี้มีความสำคัญต่อทีมแพทย์ในการประเมินและเลือกแนวทางการรักษา
ดังนั้นคำว่า “เป็นมาสักพักแล้ว” ไม่ใช่ข้อมูลที่ดีที่สุด หากยังสามารถสอบถามคนที่อยู่กับผู้ป่วยก่อนเกิดเหตุได้
4. ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย และอย่าให้ยา อาหาร หรือน้ำเอง
ระหว่างรอความช่วยเหลือ ให้ลดความเสี่ยงจากพื้นที่ทำงาน เช่น เครื่องจักร รถยก การตกจากที่สูง ไฟฟ้า หรือการล้มซ้ำ และดูแลผู้ป่วยตามขอบเขตความรู้และทักษะของผู้ช่วยเหลือ
ไม่ควรให้ Aspirin หรือยาอื่นเองเพื่อหวังรักษา Stroke เพราะ Stroke ไม่ได้เกิดจากหลอดเลือดอุดตันทั้งหมด บางกรณีเกิดจากเลือดออก และ Aspirin อาจทำให้เลือดออกแย่ลงได้
นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการให้อาหาร น้ำ หรือยาทางปาก โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีความผิดปกติด้านการกลืน เพราะ Stroke สามารถทำให้เกิดภาวะกลืนลำบากและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักได้
หากผู้ป่วยหมดสติหรือไม่หายใจตามปกติ ผู้ช่วยเหลือควรเข้าสู่ขั้นตอนช่วยชีวิตตามระดับการฝึกอบรมและคำแนะนำของระบบฉุกเฉิน
5. ส่งต่อข้อมูลให้ทีมฉุกเฉินเมื่อมาถึง
เมื่อทีมฉุกเฉินมาถึง ควรส่งต่อข้อมูลที่รวบรวมไว้ทันที ได้แก่
อาการแรกที่พบ → เวลาเริ่มอาการ → ผู้ป่วยปกติครั้งสุดท้ายเมื่อใด → การเปลี่ยนแปลงระหว่างรอ → ข้อมูลยาและประวัติที่ทราบ
ไม่ควรให้ผู้ป่วยขับรถไปโรงพยาบาลเอง การเรียกระบบการแพทย์ฉุกเฉินช่วยให้ทีมแพทย์สามารถเริ่มกระบวนการดูแลและนำส่งผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อสงสัย Stroke
ความผิดพลาดในช่วงแรกมักเกิดจากการ รอดูอาการหรือพยายามรักษากันเอง
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ
อย่ารอให้อาการหายเอง
อย่าให้ Aspirin หรือยาอื่นเอง
อย่าให้อาหารหรือน้ำทางปากโดยไม่จำเป็น
อย่าให้ผู้ป่วยขับรถไปโรงพยาบาลเอง
อย่าเสียเวลาไปกับการหาสาเหตุแทนการเรียกความช่วยเหลือ
หลักการปฐมพยาบาลคือให้การดูแลตามขอบเขตความรู้และทักษะของผู้ช่วยเหลือ พร้อมเรียกความช่วยเหลือทางการแพทย์โดยเร็ว
Safety Action Flow: จำ 5 ขั้นตอนนี้เมื่อเกิด Stroke ในที่ทำงาน
พบอาการผิดปกติ
↓
สังเกต B.E. F.A.S.T.
↓
โทร 1669 และแจ้ง “สงสัย Stroke”
↓
จับเวลา + ระบุจุดเกิดเหตุ
↓
ดูแลให้ปลอดภัยและรอทีมฉุกเฉิน
จำง่าย ๆ ว่า
“พบให้ไว → โทรให้เร็ว → จับเวลา → ป้องกันอันตราย → ส่งต่อข้อมูล”
นี่คือบทบาทสำคัญของคนในสถานประกอบการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยโรคหรือทำหน้าที่แทนบุคลากรทางการแพทย์
องค์กรควรเตรียมพร้อมเรื่อง Stroke อย่างไร?
การบริหารความปลอดภัยในสถานประกอบการไม่ได้มีเฉพาะการป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องจักร ไฟฟ้า สารเคมี หรือการตกจากที่สูง แต่ควรรวมถึง ความพร้อมต่อเหตุฉุกเฉินด้านสุขภาพของคนทำงาน
องค์กรควรทำให้พนักงานรู้ 4 เรื่องให้ชัดเจน
รู้จักอาการ
แยกความผิดปกติที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้
รู้ช่องทางแจ้งเหตุ
ทุกคนรู้ว่าจะเรียกใครและโทร 1669 อย่างไร
รู้จุดเกิดเหตุ
สามารถระบุตำแหน่งผู้ป่วยและทางเข้าของทีมฉุกเฉินได้
รู้ขอบเขตการช่วยเหลือ
ช่วยอย่างปลอดภัยโดยไม่ให้การรักษาที่เกินความสามารถ
สำหรับ บริษัท เซฟตี้อินโนเวชั่น จำกัด การสื่อสารเรื่องนี้สามารถวางอยู่บนแนวคิดเดียวกับงาน Safety คือ ทำให้คนในองค์กรพร้อมรับมือเหตุการณ์จริง ไม่ใช่เพียงรู้ทฤษฎี
เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือระบบต้องทำงานได้จริง ตั้งแต่คนพบเหตุ การแจ้งเหตุ การประสานงาน ไปจนถึงการส่งต่อผู้ป่วย
สรุปสั้น ๆ: 5 สิ่งที่ต้องทำเมื่อสงสัย Stroke ในที่ทำงาน
- สังเกต B.E. F.A.S.T.
2. โทร 1669 ทันที
3. จับเวลาเริ่มอาการหรือเวลาที่ปกติครั้งสุดท้าย
4. ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย และไม่ให้ยา อาหาร หรือน้ำเองโดยพลการ
5. รอทีมฉุกเฉินและส่งต่อข้อมูลอย่างครบถ้วน
จำไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยให้ได้ก่อนจึงจะขอความช่วยเหลือ เมื่อสงสัย Stroke การตอบสนองอย่างรวดเร็วคือสิ่งที่คนในที่ทำงานสามารถทำได้ทันที
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ด้านความปลอดภัยและการตอบสนองเหตุฉุกเฉินเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือทดแทนคำแนะนำจากแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
“เมื่อทุกวินาทีมีความหมาย ความปลอดภัยเริ่มต้นจากคนที่เห็นอาการและรู้ว่าต้องทำอะไร”


