AED ควรติดตั้งบริเวณไหนในสถานประกอบการ? หลักการเลือกจุดติดตั้งให้เข้าถึงได้รวดเร็วและพร้อมใช้งาน
การมีเครื่อง AED (Automated External Defibrillator) ในสถานประกอบการไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีความพร้อมรับภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยอัตโนมัติ เพราะประสิทธิภาพของ AED ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ตำแหน่งติดตั้ง ระยะเวลาในการเข้าถึง ความชัดเจนของป้าย เส้นทางที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ความพร้อมของอุปกรณ์ และความสามารถของบุคลากรในการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
มาตรฐานการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานนอกสถานพยาบาลของไทยระบุว่า การกำหนด ตำแหน่งและจำนวน AED ต้องคำนึงถึงการเข้าถึงและการนำเครื่องไปช่วยผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นได้ภายใน 4 นาที นับตั้งแต่พบผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น พร้อมกำหนดให้จุดติดตั้งสังเกตเห็นง่าย เข้าถึงสะดวก ปลอดภัย และมีระบบดูแลให้เครื่องพร้อมใช้งานอยู่เสมอ
ดังนั้น การวาง AED ที่ดีไม่ใช่การเลือก “จุดว่างบนผนัง” แต่เป็นการออกแบบ ระบบเข้าถึง AED ให้ทำงานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ
AED คืออะไร และเหตุใดตำแหน่งติดตั้งจึงมีผลต่อการช่วยชีวิต?
AED เป็นอุปกรณ์ที่ใช้วิเคราะห์จังหวะไฟฟ้าหัวใจและช่วยให้การรักษาด้วยการกระตุกหัวใจเป็นไปตามเงื่อนไขที่เครื่องกำหนด สำหรับภาวะหัวใจหยุดเต้น การทำ CPR ที่มีคุณภาพและการกระตุกหัวใจอย่างรวดเร็วเป็นองค์ประกอบสำคัญของการช่วยชีวิตตามแนวทาง AHA 2025
ปัญหาในสถานประกอบการจึงไม่ได้มีเพียง
“มี AED หรือไม่มี AED”
แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
“เมื่อเกิดเหตุ คนที่อยู่ใกล้ที่สุดรู้หรือไม่ว่า AED อยู่ตรงไหน และสามารถนำไปถึงผู้ป่วยได้เร็วเพียงใด?”
หากมีเครื่องแต่ต้องเสียเวลาค้นหา เดินอ้อม เปิดห้องที่ล็อก หรือผ่านพื้นที่ที่เข้าถึงไม่ได้ ความพร้อมของระบบก็ลดลงทันที
AED ควรติดตั้งบริเวณไหนในสถานประกอบการ?
ไม่มีตำแหน่งเดียวที่เหมาะกับทุกองค์กร เพราะการกำหนดจุดติดตั้งต้องอ้างอิงจาก ผังอาคาร จำนวนคน ลักษณะงาน พื้นที่เสี่ยง เวลาทำงาน และเส้นทางเข้าถึงจริง
จุดที่มักนำมาพิจารณา ได้แก่
ทางเข้า–ทางออกหลัก
เหมาะสำหรับเป็นจุดที่คนสามารถจดจำได้ง่าย โดยควรติดตั้งป้ายและสัญลักษณ์ให้เห็นเด่นชัด
จุดประชาสัมพันธ์หรือจุดรักษาความปลอดภัย
เหมาะกับอาคารสำนักงาน โรงงาน และสถานประกอบการที่มีเจ้าหน้าที่ประจำ เพราะสามารถช่วยประสานเหตุและนำผู้ช่วยไปยังตำแหน่ง AED ได้
พื้นที่ส่วนกลาง
เช่น ห้องอาหาร ห้องประชุม โถงพักคอย หรือพื้นที่ที่มีการรวมตัวของพนักงานจำนวนมาก
พื้นที่ทำงานขนาดใหญ่หรือพื้นที่ผลิต
สำหรับโรงงานและคลังสินค้า ไม่ควรสมมติว่า AED ที่อยู่หน้าอาคารจะเพียงพอ ควรประเมินระยะทางจากพื้นที่ผลิต คลังสินค้า หรือพื้นที่ปฏิบัติงานจริง
อาคารหลายชั้น
ต้องพิจารณาความเร็วในการนำ AED ขึ้น–ลงแต่ละชั้น รวมถึงเส้นทางประตูและลิฟต์ ไม่ควรประเมินจากระยะทางบนแผนผังเพียงอย่างเดียว
หลักการสำคัญที่สุดคือ “4 นาที” ไม่ใช่ “มีเครื่องเดียวก็พอ”
มาตรฐานไทยกำหนดให้การเลือกตำแหน่งและจำนวน AED ต้องคำนึงถึงความสามารถในการนำเครื่องไปช่วยผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นได้ภายใน 4 นาที นับจากพบผู้ป่วย
ดังนั้น การกำหนดจำนวนเครื่องควรใช้กระบวนการ
สำรวจพื้นที่ → แบ่งโซน → ระบุจุดที่มีคนอยู่ → วัดเส้นทางจริง → จับเวลา → ระบุจุดที่เข้าถึงช้า → ปรับตำแหน่งหรือเพิ่มเครื่อง
ตัวอย่างเช่น โรงงานหนึ่งอาจมี AED เพียงเครื่องเดียวบริเวณสำนักงาน แต่ถ้าพื้นที่ผลิตอยู่ไกลมากหรือมีสิ่งกีดขวางหลายจุด การมีเครื่องเดียวอาจไม่ตอบโจทย์เวลาเข้าถึง
ในทางกลับกัน องค์กรขนาดเล็กที่วางเครื่องในจุดศูนย์กลางและเข้าถึงพื้นที่ทั้งหมดได้รวดเร็ว อาจไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเท่ากับอาคารขนาดใหญ่
จำนวน AED จึงควรเกิดจากการวิเคราะห์พื้นที่ ไม่ใช่จากการกำหนดตัวเลขแบบเหมารวม
วิธีทำ Site Survey เพื่อหาจุดติดตั้ง AED อย่างเป็นระบบ
การเลือกตำแหน่งแบบมืออาชีพควรทำ Site Survey โดยพิจารณาอย่างน้อย 6 ขั้นตอน
1. ทำแผนผังพื้นที่
ระบุอาคาร ชั้น พื้นที่ผลิต สำนักงาน โรงอาหาร ห้องประชุม คลังสินค้า ลานกิจกรรม และพื้นที่ที่มีผู้ใช้งาน
2. ระบุจุดที่มีโอกาสพบเหตุ
พิจารณาจากจำนวนคน ลักษณะกิจกรรม ระยะเวลาที่มีคนอยู่ และลักษณะการใช้งานของพื้นที่
3. วาดเส้นทางจากแต่ละโซนไปยัง AED
อย่าวัดเป็นเส้นตรงบนแผนผัง เพราะเส้นทางจริงอาจต้องผ่านประตู บันได ทางเดิน หรือจุดควบคุมการเข้า–ออก
4. จับเวลาการเข้าถึงจริง
ทดลองเดินเส้นทางในสภาพการทำงานจริง และพิจารณาช่วงเวลาที่มีคนหนาแน่น การจราจรภายในอาคาร หรือข้อจำกัดในการเข้า–ออก
5. ตรวจสอบจุดติดขัด
เช่น ประตูล็อก ประตูคีย์การ์ด สิ่งของกีดขวาง เครื่องจักร วัสดุจัดเก็บ หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา
6. ทบทวนตำแหน่งหลังการเปลี่ยนแปลงพื้นที่
เมื่อมีการย้ายไลน์ผลิต เพิ่มอาคาร เพิ่มจำนวนพนักงาน หรือเปลี่ยนเส้นทางการเดิน ควรประเมินระบบ AED ใหม่
จุดติดตั้ง AED ต้องมีลักษณะอย่างไร?
มาตรฐานไทยระบุรายละเอียดค่อนข้างชัด จุดติดตั้ง AED ต้องเป็นพื้นที่ที่ สังเกตได้ง่าย มองเห็นได้ในที่มืด ปลอดภัย เข้าถึงและนำมาใช้งานได้สะดวก และไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ที่นำเครื่องไปใช้งาน
นอกจากนี้ จุดติดตั้งต้องมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่
ความสูง: จุดติดตั้งสูงจากพื้นไม่เกิน 1.5 เมตร
ที่จัดเก็บ: สามารถจัดเก็บในตู้หรือแขวนผนังตามความเหมาะสม
สัญลักษณ์: ต้องมีสัญลักษณ์สากลที่จุดติดตั้ง
ป้ายบอกทาง: ต้องมีป้ายบอกทางไปยังตำแหน่ง AED
ความพร้อม: ต้องมีการบำรุงรักษาและตรวจเช็กตามระยะเพื่อให้พร้อมใช้งานตลอดเวลา
ทำไม “AED อยู่ในห้องพยาบาล” อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป?
ห้องพยาบาลเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายประเภท แต่การวาง AED ควรพิจารณาจาก ความเร็วในการนำไปถึงผู้ป่วย มากกว่าชื่อของห้อง
หากห้องพยาบาลอยู่ไกล ต้องผ่านประตูหลายชั้น หรือเข้าถึงไม่ได้ในช่วงที่ไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ การติดตั้งเพียงจุดเดียวอาจไม่ตอบโจทย์
หลักคิดจึงควรเปลี่ยนจาก
“AED ต้องอยู่ในห้องพยาบาล”
เป็น
“AED ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้ทันเวลา”
ป้าย AED สำคัญพอ ๆ กับตำแหน่งติดตั้ง
ต่อให้ตำแหน่งดี แต่ถ้าคนหาไม่เจอ เครื่องก็อาจช่วยผู้ป่วยได้ช้า
ระบบป้ายควรประกอบด้วย
ป้ายที่จุดติดตั้ง
ทำให้บุคลากรสามารถเห็นตำแหน่ง AED ได้จากระยะที่เหมาะสม
ป้ายบอกทิศทาง
ใช้เมื่อ AED ไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรงจากพื้นที่ใช้งาน
แผนผัง AED
สำหรับอาคารขนาดใหญ่ควรแสดงตำแหน่ง AED บนแผนผังความปลอดภัยหรือแผนผังฉุกเฉิน
การสื่อสารภายในองค์กร
พนักงานควรรู้ตำแหน่ง AED ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เพิ่งมาค้นหาหลังมีผู้หมดสติ
มาตรฐานไทยยังระบุถึงการมี ระบบแสดงพิกัดจุดติดตั้ง AED ที่เชื่อมกับหน่วยปฏิบัติการอำนวยการ รวมถึงกำหนดแนวทางการประสานงาน แจ้งเหตุ รายงาน และการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยและทันท่วงที
สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเลือกสภาพแวดล้อมสำหรับติดตั้ง AED
นอกจากระยะทางแล้ว ต้องพิจารณาสภาพแวดล้อมของตำแหน่งติดตั้งด้วย
ไม่ควรวางเครื่องในจุดที่มีโอกาสเกิดความเสียหายจาก ความร้อน ความชื้น สารเคมี การกระแทก ฝุ่น หรือสภาพแวดล้อมอื่นที่เกินข้อกำหนดของผู้ผลิต
ในพื้นที่อุตสาหกรรมจึงควรตรวจสอบคู่มือของ AED รุ่นนั้นโดยตรง และเลือกจุดที่ปกป้องตัวเครื่องได้โดยไม่ทำให้การเข้าถึงล่าช้า
หลักคิดสำคัญคือ
ปกป้องเครื่อง แต่ต้องไม่กักเครื่องจนเข้าถึงไม่ได้
การเลือก AED สำหรับสถานประกอบการควรดูอะไร?
การติดตั้งที่ดีต้องเริ่มจากอุปกรณ์ที่เหมาะสมด้วย มาตรฐานไทยกำหนดคุณลักษณะขั้นต่ำของ AED เช่น เครื่องต้องเป็นแบบอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติ รองรับผู้ใหญ่และเด็ก รองรับการใช้งานภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ และเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์ โดยกำหนดรายละเอียดด้านพลังงานไฟฟ้าและความพร้อมหลังการวิเคราะห์คลื่นหัวใจไว้ด้วย
ดังนั้น ก่อนนำ AED มาใช้งานในองค์กรควรตรวจสอบ
ตัวเครื่อง → การรับรอง → อุปกรณ์ประกอบ → แบตเตอรี่ → แผ่นนำไฟฟ้า → อุปกรณ์สำหรับเด็ก → คู่มือ → เงื่อนไขการบำรุงรักษา
โดยรายละเอียดทางเทคนิคของแต่ละรุ่นต้องอ้างอิงเอกสารของผู้ผลิตควบคู่กับข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ติดตั้ง AED แล้วต้องตรวจสอบอะไรบ้าง?
การติดตั้งเสร็จไม่ได้หมายความว่าระบบเสร็จสมบูรณ์
ควรมีระบบตรวจสอบเป็นระยะ ได้แก่
ตรวจสถานะเครื่อง
ตรวจว่าเครื่องแสดงสถานะพร้อมใช้งานหรือมีสัญญาณเตือนผิดปกติหรือไม่
ตรวจแบตเตอรี่
ตรวจสถานะและวันหมดอายุตามคู่มือผู้ผลิต
ตรวจแผ่นนำไฟฟ้า
ตรวจวันหมดอายุ สภาพบรรจุภัณฑ์ และความพร้อมในการใช้งาน
ตรวจตู้และตำแหน่ง
ตู้ต้องไม่ชำรุด เปิดได้สะดวก และไม่มีสิ่งของวางขวาง
ตรวจป้ายและเส้นทาง
ต้องแน่ใจว่าป้ายยังเห็นชัดและเส้นทางไปยัง AED ยังใช้ได้จริง
มาตรฐานไทยกำหนดให้มีการ บำรุงรักษา ตรวจเช็กตามระยะ และซ่อมบำรุง เพื่อให้อุปกรณ์พร้อมใช้งานตลอดเวลา และต้องมีคู่มือตรวจสอบได้
เมื่อพบผู้ป่วยหมดสติ ควรรับมืออย่างไร?
การมี AED ที่เข้าถึงง่ายต้องเชื่อมกับขั้นตอนตอบสนองที่ชัดเจน
ตามแนวทาง AHA 2025 หากผู้ใหญ่ ไม่ตอบสนองและไม่หายใจหรือหายใจผิดปกติ เช่น หายใจเฮือก ๆ ผู้ช่วยทั่วไปควรถือว่าอาจเป็นภาวะหัวใจหยุดเต้นและเริ่มกระบวนการช่วยชีวิตโดยไม่เสียเวลาไปกับการตรวจชีพจรเอง
ขั้นตอนที่ 1 — ตรวจความปลอดภัยของพื้นที่
ตรวจว่ามีอันตรายต่อผู้ช่วยหรือผู้ป่วยหรือไม่ เช่น ไฟฟ้า เครื่องจักร สารเคมี การจราจรภายในพื้นที่ หรืออันตรายอื่นที่ยังคงอยู่
ผู้ช่วยไม่ควรกลายเป็นผู้ประสบเหตุรายที่สอง
ขั้นตอนที่ 2 — ตรวจการตอบสนอง
เรียกผู้ป่วยและประเมินการตอบสนอง หากไม่ตอบสนองและมีการหายใจผิดปกติ ให้ถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน
ขั้นตอนที่ 3 — แจ้งระบบฉุกเฉิน
ให้ผู้หนึ่งโทร 1669 และแจ้งตำแหน่งที่เกิดเหตุอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันให้ผู้ช่วยอีกคนไปนำ AED มา หากมีผู้ช่วยหลายคนควรแบ่งหน้าที่ทันที
ขั้นตอนที่ 4 — เริ่ม CPR
เริ่มกดหน้าอกให้เร็วและมีคุณภาพ โดย AHA 2025 แนะนำอัตราการกดหน้าอกในผู้ใหญ่ 100–120 ครั้งต่อนาที และความลึกอย่างน้อย 5 ซม. โดยหลีกเลี่ยงการกดลึกเกิน 6 ซม.
สำหรับผู้ที่ผ่านการฝึก ควรปฏิบัติตามทักษะ CPR และแนวทางที่ได้รับการฝึกอบรม
ขั้นตอนที่ 5 — นำ AED มาใช้ทันทีเมื่อพร้อม
เปิดเครื่อง ติดแผ่นนำไฟฟ้าบนหน้าอกตามตำแหน่งที่ระบุบนแผ่น และปฏิบัติตามคำสั่งของเครื่อง
เมื่อ AED วิเคราะห์จังหวะหัวใจหรือสั่งให้ช็อก ต้องไม่มีใครสัมผัสผู้ป่วยตามคำสั่งของเครื่องเพื่อความปลอดภัย
ขั้นตอนที่ 6 — กลับมาทำ CPR ต่อ
หลังการช็อกหรือเมื่อ AED แจ้งให้ดำเนินการต่อ ควรกลับเข้าสู่การกดหน้าอกโดยลดการหยุด CPR ที่ไม่จำเป็น AHA 2025 ระบุว่าการกลับมาทำ CPR ทันทีหลังการช็อกช่วยลดช่วงเวลาที่หยุดกดหน้าอก
ทำไมสถานประกอบการต้องซ้อม ไม่ใช่แค่ติดตั้ง?
ปัญหาที่พบได้บ่อยคือองค์กรมีเครื่อง มีป้าย แต่เมื่อเกิดเหตุจริงกลับไม่มีใครรู้ว่า
AED อยู่ตรงไหน → ใครโทร 1669 → ใครนำเครื่องมา → ใครทำ CPR → ใครนำทางทีมฉุกเฉิน
มาตรฐานไทยจึงกำหนดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสถานที่นอกสถานพยาบาลกำหนดแนวทางการประสานงาน การแจ้งเหตุ การรายงาน การดูแลและนำส่งผู้ป่วย และให้มี การฝึกซ้อมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การซ้อมควรทำให้เห็นปัญหาจริง เช่น
หาเครื่องไม่เจอ → ป้ายไม่ชัด → ประตูเปิดไม่ได้ → ไม่มีคนถือกุญแจ → เส้นทางอ้อม → ไม่มีคนโทรแจ้งเหตุ → ไม่มีคนรู้หน้าที่
ปัญหาเหล่านี้ควรถูกแก้ก่อนเกิดเหตุจริง
จุดติดตั้ง AED ที่ดีควรผ่าน Checklist อะไรบ้าง?
☐ ผู้ป่วยในพื้นที่สามารถเข้าถึง AED ได้ภายในเป้าหมายเวลาที่กำหนด
☐ มีการประเมินจำนวน AED ตามขนาดและการแบ่งโซนของพื้นที่
☐ จุดติดตั้งมองเห็นง่าย
☐ มองเห็นได้ในที่มืด
☐ เข้าถึงได้โดยไม่เสียเวลาจากระบบล็อกหรือสิ่งกีดขวาง
☐ จุดติดตั้งปลอดภัย
☐ ความสูงจากพื้นไม่เกิน 1.5 เมตรตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
☐ มีสัญลักษณ์ AED
☐ มีป้ายบอกทาง
☐ มีแผนผังหรือระบบระบุตำแหน่งสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่
☐ มีผู้รับผิดชอบตรวจสอบ
☐ ตรวจแบตเตอรี่และแผ่นนำไฟฟ้าตามกำหนด
☐ ตรวจสภาพเครื่องและตู้
☐ มีประวัติการตรวจสอบและบำรุงรักษา
☐ บุคลากรรู้ตำแหน่ง AED
☐ มีขั้นตอนแจ้งเหตุ 1669
☐ มีการซ้อมระบบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
AED กับการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยขององค์กร
สำหรับ บริษัท เซฟตี้ อินโนเวชั่น จำกัด (Safety Innovation) ประเด็น AED สามารถเชื่อมเข้ากับแนวคิดการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยได้อย่างเป็นระบบ เพราะการช่วยเหลือภาวะฉุกเฉินไม่ได้ประกอบด้วยอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องประกอบด้วย
อุปกรณ์ที่พร้อม → จุดติดตั้งที่เหมาะสม → บุคลากรที่รู้หน้าที่ → ระบบแจ้งเหตุ → การฝึกปฏิบัติ → การทบทวนระบบ
แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักสูตรปฐมพยาบาลและ CPR ของ Safety Innovation ซึ่งครอบคลุมการประเมินสถานการณ์ CPR และการใช้ AED รวมถึงการฝึกปฏิบัติจริง
ดังนั้น การวาง AED ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ Emergency Preparedness ขององค์กร ไม่ใช่เพียงการจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมให้ครบตามรายการ
กฎหมายกำหนดให้ทุกสถานประกอบการต้องติดตั้ง AED หรือไม่?
ไม่ควรสรุปว่าสถานประกอบการทุกประเภทมีหน้าที่ตามกฎหมายเหมือนกันทั้งหมด
กฎกระทรวง ฉบับที่ 69 (พ.ศ. 2564) ตามกฎหมายควบคุมอาคารกำหนดให้ อาคารสูงหรืออาคารขนาดใหญ่พิเศษที่เป็นอาคารสาธารณะ ต้องจัดให้มีพื้นที่หรือตำแหน่งสำหรับติดตั้ง AED โดยรายละเอียดด้านเครื่อง จำนวน ตำแหน่ง และระบบการติดตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินกำหนด
สำหรับสถานประกอบการประเภทอื่น องค์กรควรตรวจสอบ ประเภทอาคาร ลักษณะการใช้งาน และกฎหมายหรือข้อกำหนดเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ก่อนกำหนดแนวทางของตนเอง
สรุป
การติดตั้ง AED ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่การถามเพียงว่า
“จะติดเครื่องไว้ตรงไหน?”
แต่ต้องถามให้ลึกกว่าเดิมว่า
“เมื่อเกิดเหตุ คนจะรู้ได้อย่างไรว่า AED อยู่ตรงไหน และจะนำเครื่องไปถึงผู้ป่วยได้เร็วแค่ไหน?”
หลักสำคัญคือการเลือก ตำแหน่งและจำนวนเครื่องจากเวลาเข้าถึงจริง จัดจุดติดตั้งให้มองเห็นง่าย ปลอดภัย เข้าถึงสะดวก มีสัญลักษณ์และป้ายบอกทาง ตรวจสอบอุปกรณ์อย่างต่อเนื่อง และเชื่อม AED เข้ากับระบบ CPR การแจ้งเหตุ และการประสานงานฉุกเฉิน
สำหรับองค์กรที่ต้องการยกระดับความพร้อมด้านความปลอดภัย แนวคิดที่สำคัญไม่ใช่เพียง “มี AED” แต่คือ
“มี AED ที่ถูกจุด คนรู้ตำแหน่ง ระบบพร้อม และทุกคนรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุ”
“AED ไม่ได้ช่วยชีวิตเพราะแค่มีอยู่ แต่ช่วยชีวิตได้เมื่อถูกนำมาใช้ได้ทันเวลา”


