นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด? เช็กให้ชัด บริษัทต้องมี จป. ระดับไหนตามกฎหมาย

นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด? เช็กให้ชัด บริษัทต้องมี จป. ระดับไหนตามกฎหมาย

การดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน นอกจากการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว ความปลอดภัยในการทำงาน ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่นายจ้างไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการจัดให้มี เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน หรือ จป. ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในการช่วยดูแลและส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

คำถามที่ผู้ประกอบการและฝ่ายบุคคลมักสงสัยคือ “นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด?” หรือ “บริษัทมีพนักงานกี่คนถึงต้องมี จป.?”

คำตอบคือ ไม่สามารถพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณา ประเภทของสถานประกอบกิจการและจำนวนลูกจ้าง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานฯ พ.ศ. 2565

บทความนี้จาก บริษัท เซฟตี้ อินโนเวชั่น จำกัด จะพาไปทำความเข้าใจตั้งแต่ความหมายของ จป. ประเภทของ จป. ไปจนถึงหลักเกณฑ์ว่าธุรกิจของคุณต้องมี จป. ระดับใด

 

จป. คืออะไร?

จป. หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน คือบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ

หน้าที่ของ จป. ไม่ได้มีเพียงการตรวจว่าพนักงานสวมหมวกนิรภัยหรืออุปกรณ์ PPE หรือไม่ แต่ยังครอบคลุมถึงการค้นหาอันตราย การประเมินความเสี่ยง การเสนอแนะแนวทางป้องกันอุบัติเหตุ การตรวจสอบสภาพการทำงาน และการติดตามการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย

การมี จป. ที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างระบบความปลอดภัยที่สามารถป้องกันความสูญเสียได้อย่างเป็นระบบ

 

นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด?

นายจ้างต้องพิจารณาการจัดให้มี จป. จาก ประเภทของสถานประกอบกิจการและจำนวนลูกจ้าง ตามที่กฎหมายกำหนด

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2565 แบ่งสถานประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดออกเป็น บัญชี 1 บัญชี 2 และบัญชี 3 โดยแต่ละประเภทมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับจำนวนและระดับของ จป. แตกต่างกัน

ดังนั้น หากถามว่า

“บริษัทมีพนักงานกี่คนถึงต้องมี จป.?”

คำตอบจึงไม่ได้มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกบริษัท นายจ้างต้องตรวจสอบก่อนว่าธุรกิจของตนเองอยู่ในบัญชีใด

 

บริษัทในบัญชี 1 และบัญชี 2 ต้องมี จป. เมื่อใด?

สถานประกอบกิจการตาม บัญชี 1 และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มี จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับบริหาร ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ เมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้น อาจมีข้อกำหนดให้ต้องจัดให้มี จป.ระดับเทคนิค จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือ จป.ระดับวิชาชีพเพิ่มเติม

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรตรวจสอบจำนวนลูกจ้างอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการขยายกิจการ เพิ่มจำนวนพนักงาน หรือเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินงาน


บริษัทในบัญชี 3 ต้องมี จป. เมื่อใด?

สำหรับสถานประกอบกิจการตาม บัญชี 3 หลักเกณฑ์แตกต่างจากบัญชี 1 และบัญชี 2

เมื่อมีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มี จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับบริหาร ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

จึงควรตรวจสอบประเภทกิจการให้ชัดเจนก่อนว่าบริษัทของตนเองอยู่ในบัญชีใด เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากการใช้จำนวนลูกจ้างเพียงอย่างเดียว

 

จป.หัวหน้างาน ต้องมีเมื่อใด?

จป.ระดับหัวหน้างาน เป็น จป.โดยตำแหน่ง มีบทบาทใกล้ชิดกับการปฏิบัติงานจริงของลูกจ้าง

หลักเกณฑ์สำคัญคือ

บัญชี 1 และบัญชี 2: มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

บัญชี 3: มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป

จป.หัวหน้างานมีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลให้ลูกจ้างปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย ตรวจสอบสภาพการทำงาน เครื่องมือ และอุปกรณ์ รวมถึงส่งเสริมให้ลูกจ้างปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย

 

จป.บริหาร ต้องมีเมื่อใด?

จป.ระดับบริหาร เป็นอีกหนึ่งตำแหน่งที่มีความสำคัญต่อระบบบริหารความปลอดภัยขององค์กร

สำหรับสถานประกอบกิจการตามบัญชี 1 และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และบัญชี 3 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ต้องจัดให้มี จป.ระดับบริหารตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

จป.บริหารมีบทบาทในการสนับสนุน กำกับ และติดตามการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในระดับบริหาร เพื่อให้มาตรการด้านความปลอดภัยถูกนำไปใช้จริงภายในองค์กร

 

จป.เทคนิค ต้องมีเมื่อใด?

สำหรับสถานประกอบกิจการ ตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 50 คน นายจ้างต้องจัดให้มี จป.ระดับเทคนิค ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

จป.ระดับเทคนิคมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสภาพการทำงาน การค้นหาอันตราย การเสนอแนะแนวทางป้องกัน และการสนับสนุนให้นายจ้างดำเนินการด้านความปลอดภัยอย่างเหมาะสม

 

จป.เทคนิคขั้นสูง ต้องมีเมื่อใด?

สำหรับสถานประกอบกิจการ ตามบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 100 คน ต้องจัดให้มี จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

จป.ระดับเทคนิคขั้นสูงมีบทบาทในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และเสนอแนะแนวทางด้านความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการทำงาน

 

จป.วิชาชีพ ต้องมีเมื่อใด?

จป.ระดับวิชาชีพ เป็นบุคลากรด้านความปลอดภัยที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความปลอดภัยอย่างเป็นระบบ

ตามหลักเกณฑ์สำคัญของกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2565

บัญชี 1: มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป

บัญชี 2: มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป

ต้องจัดให้มี จป.ระดับวิชาชีพตามจำนวนและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

หน้าที่ของ จป.วิชาชีพครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมาย การชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง การตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตลอดจนการเสนอแนะแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัย

 

ตารางสรุป นายจ้างต้องมี จป. ระดับใด?

ระดับ จป. หลักเกณฑ์สำคัญ
จป.หัวหน้างาน บัญชี 1 และ 2 ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป / บัญชี 3 ตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
จป.บริหาร บัญชี 1 และ 2 ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป / บัญชี 3 ตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป
จป.เทคนิค บัญชี 2 ตั้งแต่ 20 คน แต่ไม่ถึง 50 คน
จป.เทคนิคขั้นสูง บัญชี 2 ตั้งแต่ 50 คน แต่ไม่ถึง 100 คน
จป.วิชาชีพ บัญชี 1 ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป / บัญชี 2 ตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม ตารางนี้เป็นเพียงการสรุปเพื่อให้เห็นภาพรวม การพิจารณาจริงควรตรวจสอบ ประเภทกิจการตามบัญชีท้ายกฎกระทรวง จำนวนลูกจ้าง และเงื่อนไขอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้ครบถ้วน

 

ทำไมองค์กรจึงควรมี จป. มากกว่าการทำให้ถูกกฎหมาย?

การมี จป. ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการทำตามข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ควรมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร

จป. สามารถมีส่วนช่วยในการค้นหาอันตรายก่อนเกิดเหตุ ประเมินความเสี่ยง เสนอแนวทางป้องกัน ตรวจสอบการทำงาน และติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง

เมื่อองค์กรมีระบบความปลอดภัยที่ดี ย่อมช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสีย และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยให้กับลูกจ้าง

 

นายจ้างควรทำอย่างไรเมื่อบริษัทถึงเกณฑ์ต้องมี จป.?

เมื่อบริษัทมีประเภทกิจการและจำนวนลูกจ้างเข้าหลักเกณฑ์ นายจ้างควรตรวจสอบและดำเนินการอย่างเป็นระบบ

เริ่มจากตรวจสอบประเภทกิจการ จากนั้นตรวจสอบจำนวนลูกจ้าง แล้วพิจารณาว่าต้องมี จป. ระดับใด รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติของบุคลากรและการฝึกอบรมให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์

สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนจึงเริ่มจัดระบบความปลอดภัย เพราะการบริหารความปลอดภัยที่ดีควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ


การอบรม จป. มีความสำคัญอย่างไร?

การอบรม จป. ช่วยให้ผู้ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่มีความรู้เกี่ยวกับบทบาท ความรับผิดชอบ กฎหมายความปลอดภัย และแนวทางการป้องกันอันตรายจากการทำงาน

โดยเฉพาะ จป.หัวหน้างานและ จป.บริหาร ซึ่งเป็นบุคลากรที่มีบทบาทโดยตรงต่อการกำกับดูแลความปลอดภัยภายในองค์กร ความรู้จากการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานจริงได้

ดังนั้น การเลือกหลักสูตรและหน่วยงานฝึกอบรมที่มีความเหมาะสมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยขององค์กร

บริษัท เซฟตี้ อินโนเวชั่น จำกัด ให้บริการอบรมด้านความปลอดภัย

บริษัท เซฟตี้ อินโนเวชั่น จำกัด ให้บริการฝึกอบรมด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน สำหรับองค์กรและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาความรู้ด้านความปลอดภัย

หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ จป. เช่น จป.ระดับหัวหน้างาน และ จป.ระดับบริหาร สามารถช่วยให้องค์กรเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้มีความรู้และเข้าใจบทบาทหน้าที่ด้านความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรด้านความปลอดภัยเฉพาะทาง เช่น การทำงานบนที่สูง การทำงานในที่อับอากาศ การดับเพลิงขั้นต้น การทำงานกับรถยก นั่งร้าน ปั้นจั่น และหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงในการทำงาน

การอบรมสามารถเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะงานและความต้องการขององค์กรได้ทั้งรูปแบบ Public Training และ In-house Training

 

สรุป นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด?

คำถาม “นายจ้างต้องมี จป. เมื่อใด?” ไม่ควรพิจารณาจากจำนวนลูกจ้างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดู ประเภทของกิจการและจำนวนลูกจ้าง ประกอบกัน

หากเป็นกิจการตามบัญชี 1 และบัญชี 2 ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับ จป.หัวหน้างานและ จป.บริหาร ขณะที่กิจการตามบัญชี 3 จะมีเกณฑ์ที่ 20 คนขึ้นไป

เมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้น กิจการบางประเภทอาจต้องมี จป.ระดับเทคนิค จป.ระดับเทคนิคขั้นสูง หรือ จป.ระดับวิชาชีพเพิ่มเติมตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น นายจ้างควรตรวจสอบ ประเภทกิจการ จำนวนลูกจ้าง และระดับ จป. ที่กฎหมายกำหนด ให้ถูกต้อง เพื่อให้สถานประกอบกิจการมีความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย บุคลากร และระบบความปลอดภัย

บริษัท เซฟตี้ อินโนเวชั่น จำกัด พร้อมสนับสนุนองค์กรในการพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และร่วมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

“จป. ไม่ใช่เพียงตำแหน่งที่กฎหมายกำหนด แต่คือกำลังสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุก่อนที่ความสูญเสียจะเกิดขึ้น”